สตาร์ทไม่ติด ทำไงดี? วิธีดูแล “แบตเตอรี่รถยนต์” ให้ไฟแรง ใช้ได้นานเกินคุ้ม
“แชะๆๆ… เงียบ” อาการรถสตาร์ทไม่ติดมักมาในเวลาที่เราเร่งรีบที่สุดเสมอ! และจำเลยอันดับหนึ่งก็คือ “แบตเตอรี่รถยนต์” เสื่อมสภาพนั่นเอง ปกติแบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานราว 1.5 – 2 ปี แต่เราสามารถดูแลให้มันอยู่ได้นานกว่านั้นด้วยวิธีเหล่านี้ครับ

-
ตรวจเช็กขั้วแบตเตอรี่: สังเกตบริเวณขั้วบวกและขั้วลบ หากมีคราบขี้เกลือ (คราบเกาะสีขาวหรือฟ้า) ให้ใช้น้ำร้อนราดลงไปช้าๆ แล้วใช้แปรงขัดออก คราบขี้เกลือจะเป็นตัวขัดขวางการเดินของกระแสไฟ ทำให้รถสตาร์ทติดยาก
-
เช็กระดับน้ำกลั่น (สำหรับแบตเตอรี่แบบน้ำ/กึ่งแห้ง): ห้ามปล่อยให้น้ำกลั่นแห้งต่ำกว่าขีด LOWER เด็ดขาด เพราะจะทำให้แผ่นธาตุภายในเสียหาย ควรเติมน้ำกลั่นบริสุทธิ์ให้อยู่ในระดับ UPPER เสมอ (ห้ามเติมน้ำเปล่าหรือน้ำแร่เด็ดขาด!)
-
หลีกเลี่ยงการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าขณะดับเครื่อง: การเปิดวิทยุ เปิดแอร์ทิ้งไว้ หรือเสียบสายชาร์จโทรศัพท์ในขณะที่ดับเครื่องยนต์ จะเป็นการดึงพลังงานจากแบตเตอรี่โดยตรง ทำให้ไฟหมดและแบตเสื่อมไว
-
สตาร์ทรถทิ้งไว้บ้าง (หากไม่ได้ใช้รถนานๆ): หากรถจอดทิ้งไว้นานๆ ไฟในแบตเตอรี่จะค่อยๆ คายประจุออก ควรสตาร์ทรถทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อให้ไดชาร์จทำงานและปั่นกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่
-
เช็กความแน่นหนาของแท่นยึด: แบตเตอรี่ที่ยึดไม่แน่น เมื่อรถวิ่งผ่านลูกระนาดหรือตกหลุม แรงสั่นสะเทือนจะทำให้แผ่นธาตุภายในหลุดร่วง ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร
เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่ แนะนำให้เลือกขนาดแอมป์ที่เหมาะสมกับสเปกของรถ และไม่ควรติดเครื่องเสียงหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ดึงไฟมากเกินไปครับ